[x] ปิดหน้าต่างนี้
ก้าวทุกวินาที กับ... สหวิชา ดอท คอม
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
   
   
หมวดหมู่ : ภาษาไทย
เศรษฐกิจพอเพียง .....ทางออกของคนไทยที่ดีที่สุดในยุคที่ต้องการความสมานฉันท์
พฤหัสบดี ที่ 7 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2552

" เศรษฐกิจพอเพียง" ปรัชญาที่ทรงคุณค่า ไม่ล้าสมัยนำมาใช้เมื่อไหร่ก็เกิดผลดีเมื่อนั้น ยกเว้น พูดเพียงแค่ลมลมปาก   

  
             ในปัจจุบันเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดวิกฤติโดยทั่วกัน  ค่าครองชีพถีบตัวขึ้นสูง คนตกงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งกระฉูด  โอกาสที่จะลดลงมีความเป็นไปได้น้อยมากแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้    ผลที่ตามมาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็สูงขึ้นตามไปด้วย  ผู้ที่มีรายได้น้อยจะอยู่กันอย่างไร  ดูเหมือนสังคมจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป  น้ำมันแพงก็แพงไป  สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาก็ขึ้นไป  รัฐบาลก็อ้างปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด  ให้มันลอยตัว  เพราะรัฐบาลไทยก็เปลี่ยนกันบ่อยเลยยุ่งแต่กับความมั่นคงและอยู่รอดของคณะรัฐบาลเองที่ต้องคอยพะวงอยู่ว่าฝ่ายไหนบ้างจะมาประท้วงขับไล่  เป็นวังวนของรัฐบาลไทยในห้วงนี้ หาความสมานฉันท์ไม่ได้ในกลุ่มที่มุ่งหวังแต่จะโค่นล้มอำนาจซึ่งกันและกัน  ทุกฝ่ายดูเหมือนจะมองเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใครจนก็จงจนต่อไป  ใครรวยก็รวยต่อไป ใครมีโอกาสฉกฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ใส่ตนเองและ        พวกพ้อง   
                  คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด
นานกว่า  25  ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งพระองค์ท่านได้ชี้แนวดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว  ระดับชุมชน  จนถึงระดับรัฐ  ทั้งในการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ และฝ่าฟันปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคม                
                 ความพอเพียง หมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร(อินเตอร์เนต:2548)           
                 ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง     มีผู้ศึกษาและค้นหา ความหมายของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง อาจทำได้ 2 วิธี คือ  
                    1.   คิดค้นหาความหมายเชิงทฤษฎี (Deductive ) หรือกลั่นกรองความหมายโดยการนำเอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาสังเคราะห์ ( Inductive) เพื่อถอด
ออกมาเป็นข้อคิดและหลักการ  ดังนี้                 
                           1.1 กิจกรรมในชุมชนที่สอดคล้องกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งยังไม่กล่าวถึงความหมายของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง                        
                                1.1.1  กิจกรรมการผลิต  โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างคุ้มค่า เช่น กิจกรรมทำปุ๋ย
ชีวภาพ การปลูกผักและข้าวปลอดสารพิษ  การทำถ่านชีวภาพ การแปรรูปผลผลิต  การทำการเกษตรผสมผสาน ฯลฯ                       
                                 1.1.2. การรวมกลุ่มกันเพื่อกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในชุมชนด้วยทุนทางสังคมที่มีอยู่ ชุมชนได้รวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆที่เกิดจากความ
รักและความเอื้ออาทรของสมาชิกในชุมชน เช่น กิจกรรมต่อต้านยาเสพติด  การจัดตั้งร้านค้าชุมชน การจัดทำแผนแม่บท  การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ  การรวมกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  ฯลฯ                        
                                   1.1.3. กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จิตสำนึกท้องถิ่น ส่งเสริมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง  เช่น กิจกรรมที่ปลูกฝังสมาชิกใน
ชุมชนให้มีความเอื้ออาทรต่อกันมากกว่าคำนึงถึงตัวเงิน  ให้ทำบัญชีด้วยความโปร่งใส  กิจกรรมให้สมาชิกชุมชนพึ่งตนเอง  กิจกรรมการพัฒนาครูในชุมชนให้มีคุณภาพและมีจิตผูกพันกับท้องถิ่นเป็นสำคัญ                 
                           2. ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงจากมุมมองของชุมชน  หลังจากที่ชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว ก็ได้ร่วมกันคิดค้นหาความหมายและให้
นิยามเกี่ยวกับปรัชญา  เศรษฐกิจพอเพียง  จากประสบการณ์ ของแต่ละคน สรุปแบ่งแยกปรัชญาเป็น  3  ระดับ•       
                                ระดับจิตสำนึก  คือการที่สมาชิกในชุมชนแต่ละคนรู้จักใช้ชีวิตอย่างสมถะประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตนเองได้อย่างถูกต้องไม่อดอยาก  โดยยึด
หลักดังนี้   การใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการรู้จักตนเอง  รู้จกพัฒนาตนเองด้วยการพยายามทำจิตใจให้ผ่องใส   การคิดพึ่งพาตนเองและพึ่งพาซึ่งกันและกัน  ก่อนคิดพึ่งคนอื่นก็ต้องคิดพึ่งพาตนเองก่อน และในสังคมก็ควรถ้อยทีถ้อยอาศัย  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  รู้จักลดละเลิกกิเลส  เพื่อให้เหลือแรงและเวลาในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  ตลอดจนทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมมากขึ้น•      
                                 ระดับปฏิบัติ       ขั้นแรก  “การพึ่งตนเอง”  ในระดับครอบครัวต้องสามารถพึ่งตนเองได้ มีการบริหารจัดการอย่างพอดี  ไม่ฟุ่มเฟือย  สามารถ
รักษาระดับการใช้จ่ายไม่เป็นหนี้§     
                                                        ขั้นที่สอง  “อยู่ได้อย่างพอเพียง” เมื่อพึ่งตนเองในขั้นแรกได้แล้ว สมาชิกต้องรู้จักพัฒนาตนเอง ให้สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง      
                                                        ขั้นที่สาม  “อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร” สมาชิกในชุมชนต้องรู้จักแจกจ่ายแบ่งปัน  จะช่วยลดความเห็นแก่ตัวและสร้างความเพียงพอขึ้นใน
จิตใจ
                                                       ขั้นสุดท้าย  “ อยู่ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนรู้” สมาชิกในชุมชนต้องรู้จักพัฒนาตนเอง  โดยการเรียนรู้จากธรรมชาติและประสบการณ์ในโลกว้าง
ด้วยตนเอง  หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่น  ให้เกอดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนช่วยกันพัฒนาชีวิตตนเองและผู้อื่นร่วมกัน  มีการสืบทอดและเรียนรู้เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาให้เป็นสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  โดยใช้คุณธรรมและวัฒนธรรมเป็นตัวนำ  ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง •   

                                    ระดับปฏิเวธ (ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ)       ความพอเพียงในระดับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอยู่ในลักษณะพึ่งพาตนเองได้อย่างมีความสุข  สามารถดำเนินชีวิตโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  สามารถหาปัจจัย 4 มาเลี้ยงตนเองได้โดยยังเหลือเป็นส่วนออม  ความพอเพียงในระดับชุมชน  เกิดจากความเพียงพอในระดับครอบครัวก่อน แล้วจึงรวมกลุ่มกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม§    ความพอเพียงในระดับสังคม เกิดจากความเพียงพอของหลายๆชุมชนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้สืบทอดภูมิปัญญา  และร่วมกันพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง     
                       วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นบทเรียนที่ดีในการวางแผนพัฒนาประเทศ  โดยทำให้เห็นความสำคัญของ  แนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับกับสภาพ
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยที่เน้นความเพียงพอเป็นพื้นฐานก่อน ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานไว้ว่า“การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ความพอมีพอกิน” (พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ  ศาลาดุสิดาลัย  สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต  วันพฤหัสบดี ที่ 4  ธันวาคม  2540)  

" เหตุแห่งวิกฤติทางเศรษฐกิจ ที่เคยล่มสลาย  และอาจจะมาเยือนอีก."
          จากข้อความที่กล่าวว่า “เหตุแห่งวิกฤติทางเศรษฐกิจ ที่เคยล่มสลาย  และอาจจะมาเยือนอีก” ก็ด้วยเหตุที่ว่า
                    1. อิทธิพลจักรวรรดินิยมชาติตะวันตกที่เปลี่ยนจากสงครามทางการเมือง  มาเป็นสงครามทางเศรษฐกิจ  หรือที่เรียกกันว่า    จากสงครามร้อนมาสู่สงครามเย็น  ซึ่ง

              

ค่อยๆแทรกแซงเข้ามาครอบงำปัจจัยพื้นฐานของประเทศโดยผ่านเครื่องมือ  4  อย่าง  คือ สถาบันทางการเงิน  นักการเมืองทุจริต ระบบประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก  และสื่อมวลชน               
                     2. ที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอยู่รัฐมีแนวทางพัฒนาประเทศโดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง  มุ่งกระจายเงินไปสู่ชนบท  แต่ไม่มีวิธีการพัฒนาที่ยั่งยืน        
                     3. จากนโยบายในข้อ 2 ก็ส่งผลต่อสมาชิกในชุมชน  คือ สมาชิกในชุมชนเกิดความคุ้นเคยในการก่อหนี้  ไม่สนใจการออม  มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  ลงทุนเกินตัว 
วางแผนไม่รอบคอบ                 
                     4. นำค่านิยมและวัฒนธรรมต่างประเทศมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะสมกับคนไทย  คนไม่ช่วยเหลือสังคม  เน้นวัตถุเกิดความแก่งแย่งแข่งขัน  แย่งชิงทรัพยากรมา
ใช้เพื่ออยู่ดีทางวัตถุ                 
                     5. ขาดการถ่ายทอดความรู้และต่อยอดภูมิปัญญาไปยังลูกหลาน  ทำตัวเหมือนสังคมของ นกเรดโรบิน  (ดำรง  ลีลานุรักษ์ :มติชน 2544)  หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ
ปลูกฝังค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่ผิด  กล่าวคือ  ไม่ปลูกฝังให้สมาชิกรูจักพอเพียง  ไม่รู้จักบุญคุณ  ไม่เคารพผู้ใหญ่  หรือพระสงฆ์  ไม่รู้จักหน้าที่ของพลเมืองที่ดี   นับถือวัตถุ  นับถือคนรวย  ความรวย  ไม่นับถือความดี  เงินคือพระเจ้า  มุ่งแสวงหาวัตถุโดยไม่คำนึงความถูก-ผิด  ชั่ว-ดี  สมาชิกจึงเกิดความเห็นแก่ตัว  ตัวใครตัวมัน  ไม่เอื้อเฟื้อไม่อาทร  สังคมจึงเกิดปัญหา                 
                   6. การอพยพของชาวชนบทเข้าสู่ตัวเมือเพื่อขายแรงงานแลกเงิน  ทำให้ชนบทขาดแรงงานภาคเกษตร  จะเหลือแต่เด็กและคนชรา  สถาบันครอบครัวล่มสลาย 
พ่อแม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเอง  ไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูและเอาใจใส่ลูก  ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวและปัญหาทางสังคมตามมา                 
                  7. นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการขาดคุณธรรมมุ่งแต่เงิน  ทำให้ผลิตสื่อมอมเมาสมาชิกในสังคมให้เกิดความฟุ้งเฟ้อ  โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนที่เป็นอนาคตของ
ชาติยิ่งถูกมอมเมาได้ง่าย                
                   8. ระบบราชการ  การเมือง  และกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ พอเพียงในการพัฒนาระดับชุมชน  การทุจริตฉ้อราษฎร์ บังหลวงมีอยู่ทุกระดับ แทรกซึมทุกหน่วยงาน 
ทุกองค์กร  โครงสร้างทางการเมืองไม่โปร่งใสประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาประเทศน้อยมาก  ทำให้แนวทางในการพัฒนาประเทศไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน  กฎหมายยังล้าหลังและอ่อนแอ               
                  9. ปัญหาการความรู้ทางเทคโนโลยีและการทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีค่าไม่ สืบทอดและต่อยอด              
                 10. หลักสูตรมุ่งผลิตให้นักเรียนมีความรู้  แต่ไม่มีคุณธรรม  นักเรียนนักศึกษายังเป็นภาระให้ผู้ปกครองหาเลี้ยงและ        ส่งเสีย           
                 11. สมาชิกในสังคมไม่เห็นไม่รู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ  ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ในอดีตกลับเสื่อมโทรม  เช่น ป่าไม้  แม่น้ำ ลำธาร ขาด
การดูแลรักษา และพัฒนาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
                  ถ้าทุกคนทุกภาคส่วนในประเทศเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ถึงแก่นแท้และนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว จะไม่มีกลุ่มคนเสื้อเหลือง  กลุ่มคน
เสื้อแดง  เสื้อสีน้ำเงิน  และอีกหลายกลุ่ม ๆ ที่ช่วยกันทำให้ประเทศชาติเผอิญกับภาวะวิกฤต เพราะความไม่พอเพียงในเรื่องต่าง ๆ นั่น  เอง

เข้าชม : 4043
นำเสนอโดย : ณัฏฐ์ชรินท์ ตลอดพงษ์
โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล
สพม.อุบลราชธานี -อำนาจเจริญ เขต 29
อยู่ในขั้น : เจ้ายุทธภพ

แชร์ไปที่ Facebook

  หมวดหมู่ ภาษาไทย ล่าสุด
เผยแพร่ผลงาน
โดย : [เข้าชม : 2588 ]
ตอนที่ ๔๐ ชาวอาเซียนรู้รัก รู้จักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมือง
โดย : [เข้าชม : 28004 ]
ตอนที่ ๓๙ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกอาเซียน
โดย : [เข้าชม : 27293 ]
ตอนที่ ๓๘ สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของประชาคมอาเซียน (ต่อ)
โดย : [เข้าชม : 26846 ]
ตอนที่ ๓๗ สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของประชาคมอาเซียน (ต่อจากตอนที่แล้ว)
โดย : [เข้าชม : 26794 ]
ตอนที่ ๓๖ สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของประชาคมอาเซียน
โดย : [เข้าชม : 26708 ]
ตอนที่ ๓๕ข้อเสียเปรียบของแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน
โดย : [เข้าชม : 26842 ]
ตอนที่ ๓๔ ข้อได้เปรียบของแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน (ต่อ)
โดย : [เข้าชม : 29347 ]
ตอนที่ ๓๓ ข้อได้เปรียบของแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน
โดย : [เข้าชม : 29693 ]
ตอนที่ ๓๒ ข้อห้ามของประเทศอาเซียนที่ควรรู้
โดย : [เข้าชม : 30308 ]
 10 บทความ Text Random
การเขียนรายงานทางวิชาการ ตอนที่ 1
การเขียนรายงานทางวิชาการ ตอนที่ 2
วิธีเขียนหรือพิมพ์รายงาน ตอนที่ 1
**อาหาร 8 ชนิดสร้างภูมิสู้...หวัด !!**
**สุดยอดเคล็ดลับไดเอทของสาวรุ่นใหม่ **
วิธี 'สู้หวัดใหญ่2009' 'ขยันล้างมือ' เรื่องง่ายๆไฉนไม่ทำ ?
เกณฑ์วิทยฐานะใหม่
ปรัชญาเพื่อการดำเนินชีวิต
กระเทียมเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้
อยากให้ลูกเก่งวิทย์....ฝึกให้คิดแบบวิทยาศาสตร์
 
     "สหวิชา ดอท คอม" เป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากครูทั่วประเทศ นำมาแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกลรองมาจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของทีมงานทุกคน...ดังนั้น ทุกเรื่องราว ทุกเนื้อหาสาระจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หากบุคคลใดที่มีความประสงค์จะนำเนื้อหาเรื่องราวใด ๆ ในเว็บไซต์แห่งนี้ไปนำเสนอในรูปแบบใด ๆ จึงควรที่จะอ้างอิงและให้เครดิตกับ "สหวิชา ดอท คอม" เพื่อเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานแก่ทีมงานทุกคนที่เพียรค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ...เราขอน้อมรับทุกคำติชมและจะนำไปพัฒนาปรับปรุงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณ Maxsite 1.10 CMS ที่พัฒนาโดยคนไทย ขอขอบคุณทุก ๆ คลิกที่แวะมาเยี่ยมชมเรา "สหวิชา ดอท คอม"

| เกี่ยวกับสหวิชา.คอม | สาระการเรียนรู้ | บทความ | สื่อการเรียนการสอน | แบบฝึกทักษะ | เล่าสู่กันฟัง | คำถามยอดนิยม | Links น่ารู้ | ทีมงานสหวิชา.คอม | ติดต่อเรา |