[x] ปิดหน้าต่างนี้
ก้าวทุกวินาที กับ... สหวิชา ดอท คอม
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
   
   
หมวดหมู่ : สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ทางเลือกเงินออม หลังปลดล็อคคุ้มครองเงินฝาก
อังคาร ที่ 28 เดือน เมษายน พ.ศ.2552

หาก ถามว่า เงินออมส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน เชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ และหากถามต่อว่า ทำไม คำตอบจากคนกลุ่มนี้จะออกมาคล้ายๆ กันว่า มั่นใจว่าเงินออมจะไม่สูญ เพราะมีภาครัฐเข้ามาค้ำประกันเงินฝากให้เต็มจำนวน   

เงิน เงิน เงิน โลกทุนนิยมในปัจจุบัน ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงิน มีผลทำให้ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนการดำรงชีวิตของเราเปลี่ยนไป แม้ว่าเงินจะไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ ณ ปัจจุบันถ้าเราขาดสภาพคล่องทางการเงิน ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตของเราลุ่มๆ ดอนๆ ได้เหมือนกันและมีผลมากด้วย การเงินทุกวันนี้มีความผันผวนมาก ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจนต้องปลดล็อคเงินฝาก เมื่อก่อนเรารู้จักแต่การออมเงินผ่านธนาคาร แต่เมือการเงินโลกเปลี่ยนไปเราจะทำอย่างไร กับเงินเราดี มีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ลองตามมาดูกันค่ะ


มา วันนี้ ความคุ้นเคยและความเคยชินในการฝากเงินไว้ในธนาคารพาณิชย์ กำลังจะกลายเป็นแค่อดีต เพราะพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีการประกาศใช้แล้ว โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้ จะให้การค้ำประกันเงินฝากเหลือเพียง 1 ล้านบาท ดังนั้น ผู้ฝากเงินก็จำเป็นจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อหันมาเรียนรู้ถึงช่องทางการลงทุนต่างๆ เพื่อเพิ่มค่าเงินออม


ซึ่ง เมื่อพิจารณาช่องทางการลงทุนในปีนี้ ทางเลือกในการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อกลับทำได้ยากมาก เพราะหุ้นก็ทรุดตัวทั่วโลก ตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนต่ำ ดังนั้น เพื่อตอบ 2 ข้อสงสัยในเรื่องกฎหมายใหม่ และช่องทางการลงทุน กองบรรณาธิการ M&W ร่วมกับ ธนาคารเอชเอสบีซี (ประเทศไทย) จึงได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “ทางเลือกเงินออม ... หลังปลดล็อคเงินฝาก” ขึ้นมา โดยเชิญนักลงทุนรุ่นใหญ่ คุณหมอบุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.โรงพยาบาลปิยะเวท ร่วมด้วยคุณไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย คุณสรสิทธิ์ สุนทรเกศ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคุณสุกัญญา จันทรปรรณิก รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง (สศค.) มาตอบข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ เพื่อเปิดโลกทรรศน์ในการลงทุนช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในปีหน้า

ทำไมต้องปลดล็อคคุ้มครองเงินฝาก

เพื่อ ให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบัน คุ้มครองเงินฝาก เนาวรัตน์ เจริญประพิณ ผู้ดำเนินงานสัมมนาเจ้าประจำ ขอให้ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง และ ธปท. เปิดเวทีด้วยการชี้แจงสาระสำคัญของการปลดล็อคเงินฝาก ซึ่ง 2 ตัวแทนภาครัฐก็ช่วยกันอธิบาย เริ่มต้นด้วยที่มาที่ไป สรุปได้ว่า การที่ภาคการเงินต้องเปิดเสรีมากขึ้น ทำให้สถาบันการเงินไทยต้องปรับตัวเองให้เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะแข่งขันกับสถาบันการเงินข้ามชาติ ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับสถาบันการเงินไทย จากปัญหาซับไพร์ม หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดในปี 2540 กระทรวงการคลัง และ ธปท. จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายการเงินให้ทันสมัยขึ้น มีการแบ่งแยกบทบาทในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการชำระบัญชี ออกจากกัน

จาก หลักการข้างต้น ทำให้เกิดกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน จะเน้นไปที่บทบาทในการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่รวดเร็วขึ้น โดยให้อำนาจ ธปท.เข้าไปควบคุมสถาบันการเงินได้ทันทีที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่ 8.5% ส่วนพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะเน้นไปที่บทบาทในการชำระบัญชี หากต้องมีการปิดกิจการสถาบันการเงินในอนาคต แต่มีการปรับลดการให้ความคุ้มครองเงินฝากลงมาเหลือรายละ 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี จากเดิมที่มีการคุ้มครองเต็มจำนวน ผู้ฝากเงินจะได้เงินคืนครบทุกบาททุกสตางค์

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ขณะที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา

สำหรับเหตุผลที่ ทำให้มีการปรับลดลงวงเงินคุ้มครองลงมา ได้รับการชี้แจงว่า เกิดจากภาครัฐต้องการสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ฝากเงินทุกฝ่าย เพราะเมื่อได้ทำการตรวจสอบบัญชีเงินฝากทั้งระบบ 74.6 ล้านบัญชี (คิดจากสถาบันการเงิน 42 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ไทย และสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 34 แห่ง บริษัทเงินทุน 5 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง) ก็พบว่า ผู้ฝากเงินจำนวน 98.8% หรือ 73.7 ล้านบัญชี มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท มีเพียงแค่ 1.2% หรือ 0.9 ล้านบัญชีเท่านั้น ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ไม่ถึง 0.1% ที่มีเงินฝากเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณเงินฝาก จะพบว่า ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท กลับมียอดเงินรวมกันเพียง 2.0 ล้านล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมียอดเงินรวมกันถึง 5.1 ล้านล้านบาท ดังนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่มีเงินฝากต่ำ หากกำหนดวงเงินให้สูงกว่านี้ จะทำให้ผู้ที่มีฐานเงินฝากสูงได้เปรียบ

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้ย้ำว่า การลดวงเงินคุ้มครองจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยให้เวลา 4 ปี ในการปรับตัว เพราะในปีแรก (11 สิงหาคม 2551-10 สิงหาคม 2552) ภาครัฐยังคงให้ความคุ้มครองเงินฝากครบทุกบาททุกสตางค์ ส่วนปีที่สอง (11 สิงหาคม 2552-10 สิงหาคม 2553) จะลดวงเงินคุ้มครองลงมาเหลือไม่เกินรายละ 100 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี และในปีที่สาม (11 สิงหาคม 2553-10 สิงหาคม 2554) ปรับลดวงเงินคุ้มครองลงมาเหลือไม่เกินรายละ 50 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี และในปีที่ 4 (11 สิงหาคม 2554-10 สิงหาคม 2555) จึงปรับลดวงเงินคุ้มครองลงมาเหลือไม่เกินรายละ 10 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ก่อนเหลือไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป

ที่น่าสนใจกว่านั้น วงเงินคุ้มครองสามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิน 1 ล้านบาทได้ หากภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย เพราะในขั้นตอนการพิจารณากฎหมาย มีการนำเอาประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ทั้งของ สศค. และ ธปท. มาใช้ประกอบการกำหนดวงเงินคุ้มครองด้วย ดังนั้น จึงมีการระบุเอาไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีอำนาจเต็มที่ที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนวง เงินคุ้มครอง

ผู้ฝากทั่วไปได้รับการคุ้มครองเหมือนเดิม
แต่คนมีสตางค์ ถูกจำกัดสิทธิเหลือ 1 ล้านบาท เมื่อถึงปี 2555

พร้อม กันนี้ ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง และ ธปท. ยังได้ย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า แม้พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ผู้ฝากเงินก็ไม่ควรตื่นตระหนกจนต้องถอนเงินออกจากธนาคารพาณิชย์ เพราะประการแรก สถาบันการเงินไทยยังมีความมั่นคงสูง ทำให้โอกาสถูกปิดกิจการมีความเป็นไปได้น้อยมาก และประการที่สอง ภาครัฐยังคงให้ความคุ้มครองเงินฝากอยู่เหมือนเดิม แต่มีการปรับเกณฑ์ในการคุ้มครองเงินฝากในกรณีที่มีสถาบันการเงินถูกปิด กิจการลงมาเหลือเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่มีเงินออมมาก และผู้ที่มีเงินออมน้อย ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ใน 4 ปีข้างหน้า โดยการจ่ายเงินจะเกิดขึ้นภายใน 30 วัน หลังจากที่กระบวนการด้านเอกสารแล้วเสร็จ

“อยากจะบอกว่า โอกาสที่สถาบันการเงินไทยจะถูกปิดกิจการมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะระบบสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็งในระดับสูง และยิ่งกฎหมายในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ที่ออกมาคู่กันกับกฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ให้อำนาจ ธปท.เข้าไปแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ฝากเงินไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ มีการปิดกิจการสถาบันการเงินเกิดขึ้น ผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินแห่งนั้นจะได้รับเงินคืนภายใน 30 วัน นับจากกระบวนการเอกสารแล้วเสร็จ โดยในเบื้องต้น สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้ความคุ้มครองเงินฝากไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี แต่ตัวเลขสามารถปรับเปลี่ยนได้ในช่วง 4 ปีนี้ หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากที่คาดการณ์เอาไว้” รอง ผอ.สศค. ทิ้งท้าย

คำ ชี้แจงจากตัวแทนภาครัฐ ทำให้วิทยากรจากภาคธุรกิจเอกชนอีก 2 คน ไม่ลังเลที่จะขานรับคล้ายๆ กันว่า ผู้ฝากเงินไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการเปิดตัวสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพราะผู้ฝากเงินยังคงได้รับการคุ้มครองเงินฝากในระบบสถาบันการเงินไทยอยู่ ตามปกติ แต่มีการจัดระเบียบใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น เพราะเมื่อพิจารณาในแง่ความเป็นสากล ในตลาดการเงินประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐ หรือในยุโรป สัดส่วนเงินฝากในระบบสถาบันการเงินมีค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือหากพิจารณาในแง่ความเป็นธรรม แม้ผู้มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งจะเสียประโยชน์จากการถูกจำกัดวงเงินคุ้มครอง ลงมาเท่าเทียมผู้มีฐานะทางการเงินในระดับปกติ แต่การที่คนกลุ่มนี้มีทางเลือกในการลงทุนที่เปิดกว้างมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้น จึงแทบจะไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ทั้งรองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย และนักลงทุนรายใหญ่ ได้ทิ้งท้ายด้วยว่า การปลดล็อคเงินฝาก ทำให้คนทั่วไปจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้ช่องทางการลงทุน และบริหารเงินออมอย่างจริงจังมากขึ้น

ปลดล็อคคุ้มครองเงินฝาก คือ จังหวะเรียนรู้ช่องทางลงทุน

คุณ หมอบุญ ได้ให้แนวคิดสำหรับคนทั่วไปว่า จะต้องหันมาใส่ใจกับการเพิ่มค่าเงินออมให้มากขึ้น โดยยึดหลักง่ายๆ ว่า เมื่อเกษียณจากการทำงาน จะต้องมีเงินสะสมอย่างน้อย 5 ล้านบาทเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งปกติจะมีสัดส่วน 90% ของเงินสะสมทั้งหมด ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบประกันสุขภาพบ้านเรายังไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์น้อย

สำหรับวิธีการเพิ่มค่าเงินออม สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการประหยัดให้มากขึ้น ต่อจากนั้น เริ่มศึกษาช่องทางการลงทุนประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ จนทำใจยอมรับได้หากเงินลงทุนก้อนนั้นสูญ เพราะเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการลงทุน และรู้จักกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการลงทุนที่ถูกต้อง

ส่วนเทคนิคในการเพิ่มค่า เงินออม ประการแรก การลงทุนต้องเน้นระยะยาว ให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ที่ตัวเองมีความรู้ความเข้าใจมากที่สุด ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งพอ อาจไม่ลงทุน หรือลงทุนน้อย หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ และประการที่สอง ควรกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อย 2-3%

ส่วน รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เสริมว่า การทำความเข้าใจกับการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีหลักการตายตัวว่า การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำย่อมให้ผลตอบแทนต่ำ ส่วนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงย่อมให้ผลตอบแทนสูง ดังนั้น จึงเกิดสูตรสำเร็จของการลงทุนรูปแบบต่างๆ เรียงลำดับความเสี่ยงต่ำไปหาความเสี่ยงสูง เริ่มต้นด้วยการฝากเงินกับสถาบันการเงิน ตามมาด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ ต่อด้วยการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในหุ้น หรือการลงทุนในอนุพันธ์ อย่างทองคำ หรือตลาดโภคภัณฑ์ โดยการฝากเงินกับสถาบันการเงิน กับการลงทุนในตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ประมาณปีละ 3-6% แต่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก สำหรับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6-9% ส่วนหุ้น และอนุพันธ์จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ขึ้นไป

พร้อมกัน นี้ คุณไพศาล ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คนที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก อาจศึกษาข้อมูลได้จากผลิตภัณฑ์ของกองทุนรวมต่างๆ ได้ เพราะทุกวันนี้ ผู้จัดการกองทุนมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสไตล์การลงทุน และผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แล้ว อย่างการลงทุนในตราสารหนี้ เดิมมีแค่กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงิน ธปท. หรือกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่ ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ โดยการลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาคธุรกิจเอกชน เพราะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของหน่วยงานภาครัฐ มีน้อยกว่าภาคธุรกิจเอกชน แต่ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการขยายขอบเขตการลงทุนออกไปสู่การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ประเภท credit link note เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น ไม่จำกัดแค่ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้เท่านั้น

เริ่มต้นลงทุน ด้วยตราสารหนี้
หากลงทุนหุ้น ต้องมองปีหน้า ปีนี้ทำใจผลตอบแทนติดลบ


“แล้วกับสถานการณ์.ในปัจจุบัน ควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรคะ” เนาวรัตน์ ยิงคำถามตามทันที

คุณ ไพศาล ตอบว่า “เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ ซึ่งน่าจะยืนในระดับสูงประมาณ 7-8% ทำให้การลงทุนเพื่อให้ชนะเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการลงทุนในตราสารหนี้ น่าจะได้ดอกเบี้ยเพียง 3-5% ส่วนการลงทุนในหุ้นปีนี้ ต้องยอมรับว่า น่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราติดลบ 10-15% เพราะหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงหมด ทำให้การลงทุนอาจต้องกระจายพอร์ตไปในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าเงินเฟ้อเล็กน้อย ส่วนการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ อยู่ที่จังหวะเวลา เพราะราคามีการปรับตัวผันผวนในเวลาที่รวดเร็ว” คุณไพศาลเปิดประเด็น

เขาแนะเพิ่มเติมว่า “หากพิจารณาแนวโน้มการลงทุนในช่วง 1 ปีข้างหน้า คนที่คุ้นเคยกับการฝากเงินในสถาบันการเงิน อาจเริ่มต้นด้วยการฝากเงินประจำ 4 เดือน เพราะทุกวันนี้ ธนาคารพาณิชย์เริ่มหันมาแข่งขันกันมากขึ้น จนทำให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.8% และโยกเงินบางส่วนออกมาซื้อกองทุนตราสารหนี้ โดยเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำในช่วง เวลาเท่ากัน แต่เน้นการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เพราะทิศทางดอกเบี้ยเริ่มมีความไม่แน่นอน ส่วนคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง อาจจัดสรรเงินอีกส่วนหนึ่ง แยกลงทุนไปในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนหุ้น หรือลงทุนหุ้นด้วยตัวเอง แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีรองรับ แล้วถือเอาไว้อย่างน้อย 1 ปี เพราะดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปี มีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปแตะ 750 จุด”

ส่วนคุณหมอบุญ - นักลงทุนรายใหญ่ ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศแค่ 10% ที่เหลือกระจายไปในต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา เพราะตลาดการเงินในประเทศเหล่านี้ มีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย มีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่เปิดกว้าง ช่วยให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้สูง เฉพาะช่วง 4-5 ปีล่าสุด คุณหมอสร้างผลตอบแทนได้สูงในระดับ 30%

อย่างไรก็ตาม ในเวทีสัมมนาครั้งนี้ กลับมี surprise เกิดขึ้น เมื่อคุณหมอเปิดประเด็นเองว่า อยากให้ทุกคนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจาก 5-10% เป็น 10-15% เพราะเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสแรกปีหน้า เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไปได้ ขณะที่สถานการณ์การเมืองน่าจะมีความชัดเจนภายใน 4 เดือนที่เหลือของปีนี้

และ ยิ่งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลง ทำให้การเร่งตัวของเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลง ทำให้มีการประเมินกันว่า ถึงสิ้นปีนี้ ราคาน้ำมันดิบไม่น่าสูงเกินบาร์เรลละ 120 ดอลลาร์สหรัฐ จึงน่าจะมีผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี ไม่น่าสูงเกิน 7.5% ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อมีความจำเป็นน้อยลง ขณะเดียวกัน การที่เงินเฟ้อในจีนเร่งตัวสูง ทำให้ค่าแรงในจีนสูงขึ้น จึงน่าจะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพในการแข่งขันอยู่ สังเกตได้จากการส่งออกในครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 23% ทำให้มีการประเมินกันว่า การส่งออกทั้งปี ไม่น่าต่ำกว่า 15% ดังนั้น ปัจจัยบวกเหล่านี้จะหนุนให้ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นไป

แต่คุณหมอได้ เตือนด้วยว่า การเลือกหุ้นลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม และรายตัว โดยประเมินสถานการณ์กันแบบปีต่อปี เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวมหดตัวลงเป็น ลำดับ ในหลายปีที่ผ่านมา มียกเว้นแค่ 2 อุตสาหกรรม คือ การท่องเที่ยว และโรงพยาบาลเท่านั้นที่ยังมีศักยภาพในการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง

“ผม อยากให้คนที่มีเงินเหลือ หันมาลงทุนซื้อหุ้นกันได้แล้ว เพราะตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ใครไม่ถนัด ก็ซื้อกองทุน แล้วปล่อยให้มืออาชีพช่วยบริหารเงินให้แทน “ ประธานกรรมการ โรงพยาลปิยะเวท ตบท้าย

บทส่งท้าย ทุกฝ่ายต้องปรับตัว
รับปลดล็อคคุ้มครองเงินฝาก


เวลา ที่งวดเข้ามาทุกขณะ ทำให้ผู้ดำเนินงานสัมมนา ปิดท้ายด้วยคำถามว่า หลังจากมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากเข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝากแล้ว แต่ละฝ่ายควรปรับตัวอย่างไร

คำตอบจากนักลงทุนรายใหญ่ และผู้บริหารกองทุน ออกมาคล้ายๆ กันว่า เริ่มเห็นการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ จากธนาคารพาณิชย์ และกองทุนรวมออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ผู้มีเงินออมเหลือ มีทางเลือกในการเพิ่มผลตอบแทนมากขึ้น แต่การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ผู้มีเงินออมจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันกับผลิตภัณฑ์ทาง การเงินใหม่ๆ ด้วย

“สำหรับผู้มีอายุมาก ควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ มากกว่าสินทรัพย์อย่างอื่น เพราะมีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำที่สุด และยิ่งเงื่อนไขในการคุ้มครองเงินฝากที่ภาครัฐกำหนดเอาไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ทำให้สามารถกระจายเงินฝากเงินออกไปใน 42 สถาบันการเงิน หรือคิดเป็นเงินทั้งหมด 42 ล้านบาท” หมอบุญ เผยเคล็ดลับในการลงทุน

ขณะที่คุณสรสิทธิ์ และคุณสุกัญญา ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้ลงทุนไม่ควรตื่นตระหนก แต่น่าจะเริ่มใส่ใจกับช่องทางการบริหารการเงินมากขึ้น รองรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝากที่มีผลบังคับใช้แล้ว

“ปัญหาที่ เกิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งช่วงนั้น มีการปิดกิจการสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 56 แห่ง และประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหาความล่าช้าในการชำระเงินคืนให้ผู้ ฝาก เพราะต้องรอมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติก่อน ดังนั้น เพื่อสร้างกลไกในการแก้ปัญหาสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธปท. และกระทรวงการคลัง เห็นตรงกันว่า ควรแยกการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน กับการชำระคืนเงินฝากออกจากกัน จึงทำให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากเกิดขึ้น โดย ธปท.รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอย่างเต็มตัว ส่วนกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ในการชำระบัญชี ผ่านสถาบันประกันเงินฝาก

ดังนั้น หากเกิดการปิดสถาบันการเงินในอนาคต ผู้ฝากเงินก็ยังคงได้รับความคุ้มครองเหมือนเดิม และจะได้ความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เพราะกฎหมายกำหนดเงื่อนเวลาไว้ชัดเจน ส่วน ธปท.ซึ่งได้อำนาจในการกำกับดูแลสถาบันการเงินมากขึ้น ก็สามารถวางระบบตรวจสอบที่รวดเร็ว มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า ช่วยการันตีความมั่นคงของสถาบันการเงินไทยได้อีกทางหนึ่ง

และเมื่อ พิจารณาจากเกณฑ์เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ถึงขณะนี้ ธปท.มีความสบายใจในระดับหนึ่ง เพราะสถาบันการเงินไทยทั้งระบบ มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 12-15% หรือสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 3.5-6.5% ขณะที่ตัวเลขหนี้เสีย หรือ NPLs ก็ปรับลดลงมาเรื่อยๆ จาก 8-9 % ในต้นปี ลงมาเหลือเพียง 6-7% และใน 3 ปีข้างหน้า ธปท.ได้กำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนแล้วว่า จะต้องคุม NPLs ให้ได้ไม่เกิน 2% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการสถาบันการเงินให้กับผู้ฝากเงินได้ในทาง อ้อม” รองผู้ว่าการ ธปท. อธิบายอย่างละเอียด

จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W กันยายน 2551

ที่มา
: http://www.moneychannel.co.th/MoneyChannel/Seminar/tabid/53/newsid476/66356/Default.aspx




เข้าชม : 9122
นำเสนอโดย :
อยู่ในขั้น :

แชร์ไปที่ Facebook

  หมวดหมู่ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ล่าสุด
เผยแพร่งานวิจัย นางวราภรณ์ เทศนา
โดย : [เข้าชม : 20908 ]
เผยแพร่ งานวิจัย นางวราภรณ์ เทศนา
โดย : [เข้าชม : 20514 ]
เผยแพร่ งานวิจัย กาญจนา จิตต์เจริญ
โดย : [เข้าชม : 19002 ]
เผยแพร่ งานวิจัยครูรำเพย สิงห์น้อย
โดย : [เข้าชม : 19221 ]
นางสงกรานต์ ปี ๒๕๕๗
โดย : [เข้าชม : 25741 ]
สิทธิเด็ก
โดย : [เข้าชม : 32844 ]
สมาชิก กบข. 8 แสนคนเฮ! มีสิทธิกลับไปรับบำนาญสูตรเดิมได้
โดย : [เข้าชม : 31054 ]
ยาเสพติด
โดย : [เข้าชม : 47179 ]
ประชาคมอาเซี่ยน
โดย : [เข้าชม : 41244 ]
ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ
โดย : [เข้าชม : 24147 ]
 10 บทความ Text Random
ฟิจิ .....หมู่เกาะที่น่าหลงไหล
การสอนทฤษฎีความรู้(Theory of knowledge)
การสร้างหุ่นยนต์ บังคับมือ ตอน 1
Language of Flowers
14 วิธี กับระบบขับถ่ายที่ดี
นมเปรี้ยว...ทำให้ผอม??
ทำอย่างไร...ห่างไกลโรคอ้วน
อนาคตเด็กไทย...ต้องใส่ใจอย่างยิ่ง
นายกอภิสิทธ์ไม่พอใจ ในเวทีโลกไทยยังด้อยเรื่องโลจิสติคส์
ขอใจให้เป็นครู
 
     "สหวิชา ดอท คอม" เป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากครูทั่วประเทศ นำมาแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกลรองมาจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของทีมงานทุกคน...ดังนั้น ทุกเรื่องราว ทุกเนื้อหาสาระจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หากบุคคลใดที่มีความประสงค์จะนำเนื้อหาเรื่องราวใด ๆ ในเว็บไซต์แห่งนี้ไปนำเสนอในรูปแบบใด ๆ จึงควรที่จะอ้างอิงและให้เครดิตกับ "สหวิชา ดอท คอม" เพื่อเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานแก่ทีมงานทุกคนที่เพียรค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ...เราขอน้อมรับทุกคำติชมและจะนำไปพัฒนาปรับปรุงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณ Maxsite 1.10 CMS ที่พัฒนาโดยคนไทย ขอขอบคุณทุก ๆ คลิกที่แวะมาเยี่ยมชมเรา "สหวิชา ดอท คอม"

| เกี่ยวกับสหวิชา.คอม | สาระการเรียนรู้ | บทความ | สื่อการเรียนการสอน | แบบฝึกทักษะ | เล่าสู่กันฟัง | คำถามยอดนิยม | Links น่ารู้ | ทีมงานสหวิชา.คอม | ติดต่อเรา |